วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 15, 2009
ใจเย็นๆ...อย่าใจร้อนไอ้น้องเอ๊ย ตอน 6
“ แต่ถ้าหลานมีเวลาเที่ยวลูว์ฟแค่วันเดียว เราก็ต้องตั้งใจศึกษาผังคู่มือนี้ให้ถี่ถ้วน เอาล่ะ ทีนี้เรามาศึกษาผังคู่มือนี้สักเล็กน้อยนะจ๊ะ ผังคู่มือจะเป็นแผ่นพับมีสองด้านด้วยกัน โดยหน้าแรกจะบอกข้อมูล เกี่ยวกับแผนผังการแสดงงานทั้งหมดภายในลูว์ฟ ซึ่งหลานจะเห็นว่า ลูว์ฟนั้นมี 4 ชั้นด้วยกัน คือ ชั้นใต้ดิน, ชั้นกราวด์, ชั้นหนึ่ง และชั้นสอง ตามลำดับ
และแยกการจัดแสดงงานแบ่งเป็น 3 ปีก คือ RICHELIEU , DENON และ SULLY ซึ่งจะมีผลงานศิลปะแตกต่างกันไป โดยแยกตามสีของคอลเล็คชั่นออกเป็น 10 สีด้วยกัน นอกจากนี้ก็จะมีรูปของงานชิ้นเด่นๆ ชนิดว่าไม่ควรพลาดถ้ามาลูว์ฟ ประกอบอยู่ด้วย แถมยังแสดงรายละเอียด บริเวณที่ตั้งแสดง เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการตามไปดู กัน
ยกตัวอย่าง เช่น ผลงานของไมเคิลแองเจโล ชื่อทาสเทวี เอ๊ย...ทาสใกล้ตาย จะตั้งแสดงโชว์ภายในห้องที่ 4 บริเวณปีก DENON ชั้นล่าง ซึ่งรวบรวมงานปั้นของอิตาเลียนสมัยศตวรรษที่ 16-19หรือ ภาพโมนาลิซ่า อันโด่งดังของ ลีโอนาโด ดาวินซี จะอยู่ที่ปีกเดียวกัน แต่เป็นชั้นหนึ่ง ตรงกลางผนังห้องที่ 6 บริเวณห้องโถงกลาง ซึ่งเป็นจุดแสดงภาพเขียนของศิลปินอิตาเลียน เชื่อมต่อกับศิลปินฝรั่งเศสห้องที่ 7 และ 76 เป็นต้น
ทีนี้ถ้าหลานพลิกเอกสารมาอีกด้าน หลานก็จะพบสัญลักษณ์ข้อห้าม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆตัวอย่างข้อห้ามที่สำคัญ ที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติในทุกจุดก็คือ ห้ามนำกระเป๋าเดินทางติดตัว ห้ามนำน้ำและอาหารเข้าไปรับประทาน ห้ามสูบบุหรี่ ข้อห้ามที่จำกัดเป็นบางจุดก็คือ ห้ามถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ และห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในบางคอลเล็คชั่น
ซึ่งสามประการหลัง ลูว์ฟไม่สามารถห้ามนักท่องเที่ยว ได้สำเร็จเลยตามสายตาของป้า เพราะนักท่องเที่ยวทุกคน กระหายที่จะถ่ายรูปงานศิลปะที่แสดงในลูว์ฟทั้งนั้น โดยเฉพาะภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อเสียง ป้าเองก็ไม่เว้น ทำไงได้ติดโรคมือบอนกับเขาเหมือนกัน”
ฉันวางแผ่นคู่มือลงก็พบว่ามันหลับไปแล้ว ฉันเลยต้องกล้ำกลืนสิ่งที่อยากพูดไว้ในใจ
เอาไว้รอมันตื่นก่อนแล้วกัน...แต่ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเพราะอยู่ดีๆ มันก็ลืมตาโพลงขึ้นมา
“ อ้าวตื่นแล้วรึ ไวจัง”
“ ผมยังไม่อยากหรอกแต่ต้องตื่น น่ะป้า” มันขยี้ตาจนแดง
“ ทำไมล่ะ” ฉันถาม
“ ก็ เดี๋ยวคืนนี้นอนไม่หลับ เพราะผมหลับกลางวันมากเกินไป อ้ะ ป้าว่าต่อซิ อลิซแล้วไงนะ”
“ โอ๊ย ! ฉันพูดมาจนถึงห้องน้ำแล้วโว๊ย”
“ เหรอๆ ห้องน้ำทำไมเหรอ มันสวยมากเลยใช่ไหมล่ะ ห้องน้ำตามปราสาทเก่า น่ากลัวไหมอ่ะ”
“ ไม่ใช่อย่างง๊าน คือ ห้องน้ำและลิฟท์ในลูว์ฟ มันจะมีเป็นจุดๆค่อนข้างห่างกัน แต่จะมีอยู่ทุกชั้นในแต่ละด้านของอาคาร ซึ่งห้องน้ำนั้นมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนปริมาณผู้ใช้ ป้าขอกระซิบบอกหลานคนเดียวว่า ห้องน้ำที่คนเข้าน้อยที่สุดคือ ชั้นล่างสุดบริเวณจุดแสดงงานอียิปต์ และชั้นล่างบริเวณจุดแสดงงานศิลปะแอฟริกัน แต่ทางที่ดีที่สุด ป้าว่าผ่านจุดไหนคนเข้าห้องน้ำน้อย ให้รีบเข้าไปทำธุระตุนไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะยิ่งเดินมากเข้าๆ เราจะปวดขาปวดเท้า แล้วที่นี้เพิ่มปวดชิ้งฉ่องขึ้นมาอีกนี่ มันจะทรมานโดยใช่เหตุ แถมห้องน้ำก็อยู่ไกลแสนไกล คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน”
“ แล้วเขามีอาหารขายไหม ในลูว์ฟตรงด้านในที่โชว์งานน่ะ” มันยังห่วงกินอีกแน่ะ
“ สำหรับเรื่องอาหารถ้ามีเวลาไม่มากนัก ป้าแนะนำให้หลานพก ลูกอมหรือช็อคโกแล็ต แซนวิช พร้อมน้ำขวดเล็กๆติดกระเป๋าไว้เลยจะดีกว่า เพราะอาหารในลูว์ฟนั้นหากินยากเพราะคนเยอะมากๆ แค่น้ำสักขวดหรือกาแฟสักแก้ว หลานก็ต้องไปต่อคิวยาวเหยียด ถ้าเราพกไปเองจะสะดวกกว่า ซึ่งเราสามารถดื่มน้ำและกินอาหารได้บริเวณห้องโถงชั้นล่างสุด ห้องอาหาร หรือในห้องน้ำก็ได้ไม่ว่ากัน
อ้อ...ถ้าหลานจะฝากกระเป๋า ลูว์ฟเขาก็มีที่รับฝากให้นะ หรือถ้าอยากสนุกกับงานศิลปะโดยไม่ต้องอ่านไกด์บุ๊คของป้าประกอบ หลานก็ไปเช่าหูฟังราคา 5.5 ยูโรได้เลย หรืออยากทำความรู้จักกับลูว์ฟก่อนเดินเที่ยว ก็ไปที่ห้องบรรยายก่อนก็ได้ ห้องนี้อยู่ชั้นล่างสุดตรงข้ามที่ขายตั๋วนั่นแหล่ะ”
“ หมดยังเนี่ย รู้สึกเราจะเตรียมตัวกันมานานแล้วนะป้า”
“เอาล่ะ เมื่อเข้าใจถึงกฎกติกาในการปฏิบัติตนในลูว์ฟแล้ว เราก็มาดูรายละเอียดของคู่มือนี้ต่อนะ อย่าพึ่งเบื่อเสียก่อน หลานคงจำได้นะว่า ในตอนต้นป้าได้พูดถึงของคอลเล็คชั่น 10 สี ป้าจะขออธิบายว่า แต่ละสีจะเป็นสัญลักษณ์ แทนสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นแตกต่างกันไปอย่างไรบ้างดังนี้นะยะ
1. สีเหลือง เป็นสถานที่ แสดงคอลเล็คชั่นอารยธรรมตะวันออกยุคโบราณ (Oriental Antiquities) ซึ่งแสดงผลงานของยุคโบราณย้อนไปถึง 7000 ปีก่อนคริสตกาล โดยเป็นงานที่มาจากแถบเมโสโปเตเมีย ดินแดนจรดชายฝั่งด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลเอเจี้ยน ไปจนถึงอินเดีย
2. สีเขียวอ่อน เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นอารยธรรมอิยิปต์ยุคโบราณ (Egyptian Antiquities ) ซึ่งประกอบไปด้วยผลงานที่แสดงให้ผู้ชมได้เห็น ทัศนคติและความเชื่อที่แตกต่างกัน ตามลำดับเหตุการณ์จากอิยิปต์ยุคแรกเริ่มเมื่อสามพันปีที่แล้วจนถึงสมัยของพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งเป็นราชินีองค์สุดท้ายของอียิปต์
3. สีฟ้า เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นอารยธรรมกรีก อีทรัสคัน และโรมันยุคโบราณ(Greek, Etruscan and Roman Antiquities ) ซึ่งจัดเรียงตามลำดับเหตุการณ์ เช่นเดียวกับอารยธรรมอียิปต์ ตั้งแต่ประมาณสามพันปีก่อนคริสตกาลมาจนถึงศตวรรษที่6
4. สีแดง เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นภาพวาด (Paintings) ซึ่งครอบคลุมภาพวาดของยุโรปตั้งแต่ ช่วงกลางศตวรรษที่13 มาจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งประกอบไปด้วยสามกลุ่มหลักด้วยกัน คือ สำนักของฝรั่งเศส สำนักของอิตาลีและสเปน และสำนักของยุโรปเหนือ ได้แก่ เยอรมัน เบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์
5. สีทอง เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นงานปั้นและงานแกะสลัก (Sculptures) เฉพาะในยุโรป ซึ่งมีงานตั้งแต่ช่วงปลายยุคกลาง มาจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นงานของฝรั่งเศสเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีงานชิ้นสำคัญๆที่มาจากอิตาลี สเปน และยุโรปเหนือ รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน
6. สีม่วง เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นชิ้นงานศิลปะมโนสาเร่ (Object d’art) ซึ่งรวบรวมงานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีตั้งแต่ งานในยุคกลางและเรอเนสซองค์ อย่างชิ้นงานมัณฑนศิลป์ และมงกุฎเพชร จากศตวรรษที่17-18 ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 จากศตวรรษที่19 เป็นต้น
7. สีเขียวแก่ เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นงานศิลปะของอิสลาม (Arts of Islam) ซึ่งเป็นงานที่มาจากหลายๆประเทศแถวเมดิเตอร์เรเนียน อิหร่าน เอเซียกลางและอินเดีย ช่วงศตวรรษที่ 7-19
8. สีไข่ไก่ เป็นสถานที่แสดงคอลเล็คชั่นภาพพิมพ์และภาพสเก็ตต์ (Prints and Drawing) งานในคอลเล็คชั่นนี้ถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในจำนวนคอลเล็คชั่นทั้งหมด คือมากกว่าแสนชิ้นซึ่งจะจัดแสดงหมุนเวียนแสดงให้นักท่องเที่ยวชมในห้องนิทรรศการหลักเป็นช่วงๆ
9. สีน้ำตาล เป็นสถานที่ใช้แสดงประวัติของลูว์ฟและลูว์ฟยุคกลาง(History of the Louvre and Medieval Louvre) ซึ่งทั้งสองห้องจะใช้แสดงให้ผู้เข้าชม ได้เห็นหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งถูกขุดพบเมื่อไม่นานมานี้ ห้องแสดงนี้จะทำให้เราทราบถึงประวัติความเป็นมาและการพัฒนามาเป็นพระราชวังลูว์ฟและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟในที่สุด
10. สีขาว คอลเล็คชั่นงานศิลปะแอฟริกา เอเชีย โอเชียเนีย และอเมริกา (Arts of Africa , Asia, Oceania and the Americas) ซึ่งแต่เดิมเป็นคอลเล็คชั่นเก่า ที่เคยมาจัดแสดงที่ลูว์ฟตั้งแต่ค.ศ. 2000 ซึ่งงานเหล่านี้เป็นของพิพิธภัณฑ์ the quai Branly มาก่อน
“ เฮ้อออออ....” มันเริ่มถอนหายใจเป็นรอบที่สิบ เห็นทีต้องหยุดเรื่องน่าเบื่อเหล่านี้สักที
“เอาล่ะทีนี้เมื่อ วันเดอร์บอยรู้ว่าผังข้อมูลของลูว์ฟประกอบไปด้วยอะไรบ้างแล้ว ป้าก็จะจับมือหลานลุยลูว์ฟกันเลย...GO!!!” ฉันทำน้ำเสียงและแววตากระฉับกระเฉงเต็มที่ แต่วันเดอร์บอยนี่สิ มันซุกตัวเอาหมอนปิดหูปิดตาหลับไปอีกแล้ว ว๊า...
ป้าเอ็กซิสต์
วางแผนก่อนเที่ยวลูว์ฟ... สักหน่อยดีไหม? ตอน5
“ วันเดอร์บอย วันนี้ไม่ต้องให้ป้าโทรไปเรียกเลยนะ เป็นคนดีจริง จริ๊ง”
“ ก็ประมาณนั้นล่ะ คือที่บ้านไม่มีอะไรกินน่ะ ไฟดับเล่นเกมส์ไม่ได้ มาหาป้าดีก่า”
มันไม่พูดอย่างเดียว เที่ยวเดินไปดูเสบียงกรังที่ฉันซุกอัดไว้ในตู้เย็นจนแน่น ยิ่งกว่าตู้เก้บของ ก่อนจะดึงขนมปังไส้กรอกมายองเนส มาอุ่นเตรียมขม้ำ
“ นี่ป้าหัดล้างไมโครเวฟบ้างนะ หน้าตาดูไม่ได้เลย สนิมเริ่มขึ้นแล้วนะ เป็นห่วงนะเนี่ย”
“ เออ...ขอบใจ แกห่วงตัวเองเถอะ ขนมปังนั่นฉันซื้อมาเกือบสามอาทิตย์แล้ว ไม่รู้ ขึ้นรารึยัง” ฉันโกหกหน้าตาย สะใจ เมื่อเห็นมันบ้วนขนมปังที่กัดไปแล้วทิ้งอย่างฉับพลันทันใด
“ หยืย..ป้าซกมกจริงๆเลย”
“ โอ๋..โอ๋ พึ่งซื้อมาได้สามวันเองกินได้ ไม่ตายรับรอง” ฉันชำเลืองมองมันทำปากขมุบขมิบ สงสัยกำลังอวยฉันเข้าให้แล้ว หลังจากวันเดอร์บอยอัดอาหารเช้าและกลางวันในมื้อเดียวเสร็จแล้ว ฉันก็เรียกมันมานั่งใกล้ๆ หยิบแผ่นพับเอกสารที่ลูว์ฟแจกให้นักท่องเที่ยว มาให้มันดู และก็หยิบหนังสือไกด์บุ๊คที่ซื้อมาจากลูว์ฟ มาเปิดให้มันดู ข้างในมีภาพจิตรกรรมสวยๆเต็มไปหมด พอเห็นมันเริ่มสนใจใครรู้ฉันก็รีบดำเนินการต่อทันที
“ เมื่อวานนี้ หลานก็ได้รู้เกี่ยวกับการเดินทาง และประวัติของลูว์ฟอย่างคร่าวๆแล้ว ใช่ไหมล่ะ คราวนี้เราก็มาทำความรู้จักกับลูว์ฟกันได้เลย อย่างที่ป้าเล่าว่า ลูว์ฟเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นการมาเที่ยวลูว์ฟจึงต้องมีการเตรียมตัวกันเล็กน้อยนะจ๊ะ”
“ เตรียมตัว... ทำไมต้องเตรียมด้วยล่ะ คู่มือเขาก็มีบอกไม่ใช่หรือไง”
“ก็เนื่องจากลูว์ฟมีนักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมาเยือนปีละหลายล้านคน ดังนั้นในแต่ละวันจะมีนักเที่ยวเป็นจำนวนมากถึงหมื่นกว่าคน ดังนั้นอันดับแรกเราต้องเตรียมตัวเรื่องเส้นทางเข้าออกซะก่อนรู้ไหม”
“ ผมจำได้ป้าเคยบอกว่าลูว์ฟมีปีกตั้งสามด้าน”
“ จำแม่นนี่ คือ นักท่องเที่ยวจะเข้าออกลูว์ฟ โดยใช้ประตูทั้งสามทางอยู่ตลอดเวลา แต่ป้าสังเกตว่า ประตูที่คนใช้น้อยที่สุดคือ ประตูสวนทวีระรีซ เพราะไม่มีรถไฟใต้ดินผ่านด้านนั้นล่ะ”
“ แต่ป้าก็ใช้เมโทรไม่ใช่” มันย้อน
“ ก็จริง แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดของป้า ถ้าเราใช้บริการเมโทร เราก็คงไม่มีสิทธิ์เลือก ยังไงก็ต้องเข้าประตูใดประตูหนึ่ง ระหว่างจตุรัสคองคอร์ดและประตูชัย ที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดอยู่ดี”
“ แล้วพูดทำไมเนี่ย โธ่เอ๊ย..เออป้า ผมรู้มาว่าเขามีการตรวจเข้มใช่มะ”
“ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะ เพราะการเข้าไปภายในลูว์ฟ นักท่องเที่ยวต้องผ่านการตรวจอาวุธและสิ่งของต้องห้าม ด้วยเครื่องสแกนอย่างที่ใช้ทั่วไปตามสนามบิน เหมือนสากลทั่วๆไป
และเมื่อผ่านการตรวจอาวุธด้วยเครื่องสแกนแล้ว เราก็สามารถลงบันไดเลื่อนลงมาชั้นล่างสุดได้ ซึ่งบริเวณนี้เป็นบริเวณอเนกประสงค์ ประกอบไปด้วย จุดขายตั๋ว บู๊ธประชาสัมพันธ์ ร้านขายหนังสือและของที่ระลึก ร้านขายซีดีเวอร์จิ้นเรคคอร์ด บูติค ร้านอาหารและกาแฟ รวมไปถึง จุดถ่ายรูปยอดนิยมนั่นก็คือ บริเวณส่วนยอดสุดของพีระมิดแก้วที่กลับหัวคว่ำลง
ซึ่งสังเกตง่ายๆว่าเมื่อมาถึงบริเวณนี้ จะสามารถมองเห็นแสงสีรุ้งส่องประกาย สะท้อนพื้นทางเดินหินอ่อนอย่างสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมายังจุดตรงนี้เป็นที่สุดท้าย ก่อนจะขึ้นบันไดเลื่อนไปยังด้านบนของพีระมิด ซึ่งเป็นที่นั่งเล่นที่เป็นลานกว้าง มีที่นั่งริมสระน้ำให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนและหาวิวถ่ายรูป ลูว์ฟ 360 องศา”
“ แบบรูปที่ป้าถ่ายมาเนี่ยเหรอ”
“ เยสสสส” ฉันรับคำเสียงดัง วันเดอร์บอยเข้าโหมดตะลึงงันไปชั่วครู่ คงงงๆที่ฉันเปล่งเสียงใส่หน้ามันดังขนาดนั้น
“ ผมไม่ได้หูหนวก ปล่อยริงโทนซะหูหลานแทบพิการ” วันเดอร์บอยบ่นกระปอดกระแปด
“ อ้ะ ต่อนะ โทษทีกลัวง่วงเสียก่อน เพราะมันเป็นข้อมูลไม่ค่อยหน้าสนใจ ปรกติลูว์ฟจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9.00-18.00 น. บางวันเปิดถึง 21.30 น. เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร และวันอาทิตย์ต้นเดือนจะเข้าชมฟรี ดังนั้นถ้าหลานมีเวลาน้อยแค่ไม่กี่ชม. และไม่อยากไปเจอกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ ก็ควรไปช่วงเที่ยงพอดี หรือหลังบ่ายสามโมง ก็ได้ แต่การเที่ยวช่วงบ่ายแสงจะไม่สวยนักนะ ภาพที่ถ่ายออกมาป้าสังเกตว่าสวยสู้แสงตอนสายๆไม่ได้
แต่ป้าของหลานมีเวลาค่อนข้างมาก ป้าเลยไปมันทุกช่วง ตั้งแต่ สาย บ่าย เย็น ทำให้ป้าพบความจริงข้อหนึ่งว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาใช้เวลาอยู่ในลูว์ฟไม่กี่ชม.เท่านั้น เพราะต้องรีบเดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อ ดังนั้น จุดเด่นของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ ก็คือ พวกเขาจะมีงานศิลปะซึ่งเป็นจุดหมายหลักในใจอยู่ไม่กี่ชิ้น ถ้าเราไม่เดินตามรอยเขา เราก็จะเห็นอะไรดีๆมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องไปเบียดเสียดกับฝูงชนเหล่านั้นเลย ทุกวันตอนเย็นหลังลูว์ฟปิดทำการ จะพบนักท่องเที่ยวแน่นขนัดเต็มบริเวณ มีพวกคนผิวดำขายน้ำดื่มบรรจุขวดอยู่ทั่วไป แต่ป้าไม่เคยซื้อมาดื่มถึงแม้จะกระหายน้ำขนาดไหนก็ตาม เพราะไม่แน่ใจในความสะอาด
“ แล้วป้าไปซื้อตั๋วที่นั่นเลยรึปล่าว แพงไหม”
“ สำหรับการซื้อตั๋วเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปนั้น ราคาใบละประมาณ 8-10 ยูโร ถ้าเข้าห้องนโปเลียนด้วย ต้องซื้อเพิ่มเป็น 13 ยูโร สามารถซื้อโดยใช้บัตรเครดิตหรือเงินสดก็ได้ และสามารถซื้อจากพนักงานหรือซื้อจาก ตู้ขายตั๋วอัติโนมัติหรือ ออนไลน์ทางเว็บไวต์ของพิพิธภัณฑ์ ก็ได้เหมือนกัน
ป้าคิดว่า ถ้าคราวหน้าเราไปด้วยกัน ป้าจะซื้อตั๋วที่เรียกว่า Paris Museum Pass จะดีกว่า เพราะมันจะคิดเป็นวัน ราคาวันละ 15 ยูโร ใช้เข้าพิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็ได้ อย่างป้าใช้วันละสองที่ก็คุ้มแล้วล่ะ” แต่จริงฉันแอบโกงแก้วันหมดอายุเพิ่มอีกจากสามวันเป็นเจ็ดวัน ประหยัดตังค์เป็นร้อยยูโร ฮ่า ฮ่า
“แต่หลานไม่ต้องกลัว เพราะป้าจะพาไปเที่ยวก่อนอายุ 18 ปีแน่นอน เพราะหลานจะไม่ต้องเสียเงินเลยสักเสี้ยวยูโร เข้าฟรีหมดทุกที่ รู้ไหม พูดถึงเรื่องนี้ ป้ายังแอบอิจฉาเด็กยุโรปอยู่เลย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนจากอิตาลีที่อาจารย์พามาทัศนศึกษาเป็นขบวน เด็กวัยรุ่นพวกนี้โชคดีที่เรียนอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งไม่ไกลจากปารีสนัก แถมยังได้รับการสนับสนุนจากทางโรงเรียนให้มาเที่ยวเปิดหูเปิดตา โดยการเที่ยวชมงานศิลปะชั้นยอดอีก
แต่หลานจ๊ะ ป้าเห็นเด็กพวกนี้ลอกการบ้านกันด้วยนะ เพราะพวกเขาไม่ได้สนใจเวลาครูอธิบาย มัวแต่จีบกันบ้าง เล่นกันบ้าง บางคนก็เอาแต่ฟัง MP 3 หรือไม่ก็ถ่ายรูปกันเอง เด็กวัยรุ่นก็ยังเป็นเด็กใช่ไหม ก็เลยชอบทำอะไรตามใจตัวเอง และท้าทายกฏเกณฑ์และคำสั่งหรือคำแนะนำของผู้ใหญ่ อวดดี อวดฉลาด แถมอารมณ์ยังขึ้นๆลงๆตลอดเวลา กวนทีนเหมือนหลานป้ายังไงยังงั้น”
“ อ้าววว..จะเอายังไงป้า ผมอุตสาห์คิดถึงมาหาแต่เช้า มาโดนด่าซะนี่” มันเริ่มงอนเอาหมอนมาปิดหน้า ฉันเดาว่า มันแกล้งไก๋ไปอย่างนั้นล่ะ คงหนังท้องตึง หนังตาหย่อน ไม่ได้ล่ะ ยังมีเรื่องคุยอีกยาว
“ ขอโทษนะที่ออกนอกเรื่องไปนิด ก็แหมเวลาพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องของขึ้น นึกถึง สรรพคุณของหลานขึ้นมาด้วยทุกทีเลย ฮิฮิ” ฉันทำหน้าเจ้าเล่ห์
“เอ้าล่ะ ทีนี้เมื่อเรามีตั๋วอยู่ในมือแล้ว เราก็ตรงไปหยิบแผนผังและข้อมูล บริเวณจุดประชาสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ตรงกลางลานห้องโถงมาดูกันเลย ซึ่งผังข้อมูลนี้จะมีหลายเวอร์ชั่นมาก ทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่เสียใจด้วยหลานรัก ไม่มีภาษาไทยนะจ๊ะ ดังนั้นถ้าหลานอยากใช้ประโยชน์กับแผ่นพับนี้ให้เต็มที่ ก็ควรฟังสิ่งที่ป้าเล่าให้ดีๆนะจ๊ะ เพราะมันจะเป็นตัวช่วยที่ดีทีเดียว เวลาหลานพักเบรค ขอตัวช่วย”
“ ขอบคุณคร๊าบบบ” มันลากเสียงประชด แต่ฉันไม่สนใจ เพราะยังพูดไม่จบ
“ โปรดจำไว้ว่า คู่มือแผ่นพับที่เป็นผังข้อมูลนี้ หลานควรเก็บไว้กับตัวตลอดเวลา และหยิบเอามาเปิดเสมอเวลาหลงทาง เพราะเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จะเรียกหาผังข้อมูลนี้ก่อน เพื่อง่ายต่อการชี้ทางหรือแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์”
“ อืมม์ เมมไว้ละ” มันล้อเลียน
“ แต่ป้าขอสารภาพกับหลานตรงๆเลยนะวันเดอร์บอย ว่าสองครั้งแรกที่ป้าไป ป้าไม่ใช้ผังนี้เลย เพราะสนุกกับการเดินหลงทางในลูว์ฟ ก็ทุกอย่างในลูว์ฟมันน่าตื่นตาตื่นใจจุดประกายความรู้ทั้งนั้น ป้าจึงทำตัวเหมือน อลิซที่ผจญภัยในในดินแดนมหัศจรรย์ไปเรื่อยๆ โผล่ไปเจออะไรก็ตื่นตาตื่นใจซะทุกที”
ฉันนึกภาพตัวเองเดินหลงทางในลูว์ฟ จนหาทางออกไม่ได้ แล้วก็นึกขำ มีครั้งหนึ่งเดินทะลุออกไปจากลูว์ฟแล้วต้องวนกลับมาต่อแถวเข้ามาใหม่ เอ๋อเหรอ มากๆ
“ ป้าแน่ใจเหรอว่าตัวเองเหมือนอลิซน่ะ อย่างป้าน่ะเป็นได้แค่ยายของอลิซเท่านั้นล่ะ” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังสะใจ
“ เฮ้อ..ไอ้เด็กเวร”
ป้าเอ็กซิสต์
มารู้จักประวัติของลูว์ฟกันสักนิด ตอน 4

วันเดอร์บอยตอนห้าขวบ>>>>>>>>>>>>>>>
"อย่างที่ป้าบอกหลานไปแล้วว่า สิ่งที่น่าดูน่าชมในปารีส ที่ป้าจะไม่ยอมพลาดที่จะไปเลยนั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ลูว์ฟที่แสนจะโด่งดัง และเป็นหน้าเป็นตาให้กับชาวฝรั่งเศส ค่าที่ว่ามันเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะ ที่มีคุณค่าจนไม่สามารถประเมินได้ ให้ชาวโลกอีกหลายล้านคน หนึ่งในนั้นก็คือป้าของหลาน ได้มีโอกาสศึกษา ผลงานของศิลปินจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะทางตะวันตก เพื่อเรียนรู้และเข้าใจถึง สภาพสังคมและศิลปวัฒนธรรมในอดีตของประเทศเหล่านั้น ให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อป้ามีโอกาสไปปารีส ป้าจึงเทียวเข้าเทียวออกลูว์ฟเสียหลายวัน กะจะเก็บความรู้ที่ได้มาเล่าให้หลานฟังได้อย่างละเอียดไงจ๊ะ”
“ So what” มันทำหน้ากวนประสาท หน้าเขกกระโหลก
“แต่อันดับแรกก่อนจะเข้าไปเยี่ยมชมคอลเลคชั่นศิลปะ ที่มีมากมายเป็นหมื่นๆชิ้น
ป้าจะขอเล่าประวัติที่น่าสนใจของลูว์ฟให้หลานฟัง
ก่อนนะจ๊ะ เพราะประวัติของลูว์ฟก็น่าสนใจไม่แพ้ผลงานอันมีค่า
หลากหลายที่อยู่ในนั้นเหมือนกัน ซึ่งป้าจะค่อยๆเล่าเป็นลำดับต่อไป
ถ้าวันเดอร์บอยยังอยากจะฟังล่ะนะ
“ ขอไปฉี่ก่อนได้มะ สงสัยจะยาว”
“ แหม ไม่ขนาดนั้นหรอก ฟังเรื่องนี้ให้จบแล้วค่อยไปนะ นะ” ฉันใช้ลูกไม้เก่า แต่ดูไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะเริ่มเห็นมันหยิบรีโมททีวีมาไว้ในมือแล้ว ไม่ได้การต้องรีบงัดไม้เด็ด ประวัติศาสตร์มันช่างน่าเบื่อ ต้องพยายามเล่าให้สั้นกะทัดรัดที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ดูเหมือนยิ่งเล่าก็จะยิ่งเลอะ ทำมั๊ย ทำไม ถึงพ่นมาซะยืดยาวขนาดนี้ไปได้หว่า (ไม่เชื่อก็ลองอ่านดู)
“หลานคงไม่รู้สินะว่า ลูว์ฟมีประวัติยาวนานถึง 800 ปี เลยทีเดียว ก็ลูว์ฟสร้างมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 แล้วนะจ๊ะ โดยเริ่มจากกษัตริย์ที่ชื่อว่าฟิลิป ออกัสตัส ได้สร้างลูว์ฟ เพื่อใช้เป็นป้อมปราการ กันข้าศึกมารุกราน แต่ต่อมาไม่นานนัก ลูว์ฟก็ถูกลดตำแหน่งลงเป็นเพียงคลังสรรพาวุธและคุกขังนักโทษชั้นสูงเท่านั้นเอง สองร้อยปีต่อมา พระเจ้าชาร์ลที่ 5 ได้ทรงก่อสร้างเพิ่มเติมและตกแต่งลูว์ฟจนกลายเป็นพระราชวังในรูปแบบเรอเนสซองค์ อันงดงาม เพื่อใช้เป็นที่พำนักของเหล่าราชวงศ์ในสมัยนั้น และยังมีการดัดแปลงบางส่วนของลูว์ฟให้เป็นหอสมุดขนาดใหญ่อีกด้วย
พอมาถึงสมัยพระเจ้าฟรองซัวที่ 1 จึงมีการดัดแปลงพระราชวังลูว์ฟให้เป็นศูนย์กลางของการสนับสนุนศิลปวิทยาการทั้งมวล ซึ่งกษัตริย์พระองค์นี้แหล่ะหลาน ที่ชุบเลี้ยง ลีโอดาโน ดา วินซี่ ศิลปินคนสำคัญจากอิตาลี ซึ่งจะเห็นหลักฐานได้จากผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยมในสมัยเรอเนสซองค์ของอิตาลีในลูว์ฟ อย่างภาพโมนาลิซ่า นั่นไง”
“ อ้าว ไปๆมาๆลีโอนาโดหนีตายไปซบอกพระเจ้าฟรองซัวคนนี้เองเรอะ ไม่น่าเชื่อนะป้าว่าคิงฝรั่งเศสพระองค์นี้มีวิสัยทัศน์เข้าขั้นเทพ ไหมล่ะ”
“อยากฟังต่อไหมล่ะ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกนะ จะบอกให้”
“ จัดมา”
“ในปี ค.ศ. 1546 พระองค์ได้บัญชาให้สถาปนิกชื่อ เลส์โกต์ ให้มา วางแผนปรับปรุงเพิ่มเติมให้พระราชวังลูว์ฟ เป็นอาคารล้อมลานเหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ แต่ทว่ามีอาคารด้านตะวันตก และกึ่งกลางของทางด้านใต้ของพระราชวังลูว์ฟเท่านั้นแหล่ะ ที่ทำสำเร็จโดยฝีมือสถาปนิกคนนี้ ต่อมาในปี คศ. 1564 ได้มีการสร้างพระราชวังทวีละรีซ ให้กับพระนางแคทเทอรีน เมดิซี่ ขึ้นห่างจากลูว์ฟไปทางทิศตะวันตกหกร้อยเมตร ซึ่งนำไปสู่แนวคิดในการ ทำระเบียงยาวเชื่อมสถาปัตยกรรมทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันในอนาคต
นั่นคือปลายรัชสมัยพระเจ้าอองลีที่ 4 หรือ เกือบสี่สิบปีต่อมา พระราชวังลูว์ฟจึงได้กลายเป็นแกลลอรี่สะสมงานศิลปะที่มีชื่อเสียง เนื่องจากกษัตริย์พระองค์นี้มีความสนใจศิลปะมาก และมีการสนับสนุนให้บรรดาศิลปินและช่าง เข้ามาอาศัยและทำงานในบริเวณชั้นล่างของลูว์ฟด้วย”
“ ผมไม่ค่อยรู้นักหรอกเรื่อง การสร้างลูว์ฟ ว่ามันมายังไงไปยังไง แต่เคยอ่านมาว่าพระเจ้าหลุยส์ที่14 นี่ แกชอบไปขู่บังคับสมบัติชาวบ้าน เก็บภาษีมาสร้างวังสวยๆไช่ไหมอ่ะ”
“ ก็ประมาณนั้น เพราะ ต่อมาปีค.ศ.1661-1668 ในสมัยสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
ซึ่งหลานรู้ดีว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของฝรั่งเศส ได้มีนโยบายที่จะใช้พระราชวังลูว์ฟ เป็นสถานสะสมงานศิลปะแหล่งใหญ่ที่สุดในยุโรป จึงมีการรวบรวมงานจิตรกรรมจากที่ต่างๆมาสะสมไว้มากขึ้น และมีการก่อสร้างอาคารด้านหน้าทางทิศตะวันออกโดยสถาปนิกชื่อ แปโรต์ ผลงานของเขาขึ้นชื่อว่างามที่สุดในบรรดาอาคารทั้งหมดในลูว์ฟ และแม้หมดสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่14 โครงการปรับปรุงก่อสร้างพระราชวังลูว์ฟ ยังคงดำเนินติดต่อกันเรื่อยมา จนถึงปลายศตวรรษที่17”
“ อ้าวแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสไม่มีผลอะไรเลยรึไงป้า” มันเริ่มเกาหัวแกรกๆ เป็นนิมิตหมายอันดีให้ฉัน มุ่งหน้าลุยต่อไป
“ก็มีนะ เพราะพอล่วงมาจนกระทั่งปลายศตวรรษที่18 เริ่มมีแนวคิดจากหลายๆฝ่าย ต้องการจะยกระดับและรูปแบบของลูว์ฟจากแกลลอรี่ขนาดใหญ่ ของกษัตริย์และชนชั้นสูง มาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะของสาธารณชน แต่ก็ติดขัดจากเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 เสียก่อน ในที่สุดลูว์ฟก็สามารถเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการได้ในปี ค.ศ. 1793”
“ โอ๊ย!! ผมเริ่มปวดเฮด มีค.ศ. เยอะแยะจังเลย” มันเริ่มงอแง
“ อดทนอีกนิด สมองไม่ระเบิดหรอกน่า วันเดอร์บอย ทีนี้ล่ะมาถึงตอนเด็ด เพราะถึงแม้พิพิธภัณฑ์ลูว์ฟจะเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว แต่งานศิลปะก็ยังมีไม่มากอย่างทุกวันนี้หรอก โชคดีที่ฝรั่งเศสมีกษัตริย์ที่ชื่อว่า พระเจ้านโปเลียนมหาราช จักรพรรดิที่แสนโด่งดัง พระองค์ได้รวบรวมงานศิลปะล้ำค่า จากที่ต่างๆในยุโรปและอียิปต์ จากการเอาชนะสงคราม ทำให้ลูว์ฟมีงานชิ้นเอกมาประดับบนผนังมากมาย เรียกว่าทั้งข่มทั้งขู่ ทั้งยึดมาอย่างน่าตาเฉย อียิปต์น่ะโดนหนักที่สุด ป้าว่า ขนาดเสาโอบิลิคยังยกมาได้เลย”
“ เสาโอบิลิคที่อยู่หน้ามหาวิหารของฟาโรห์น่ะเหรอ”
“ งั๊นดิ แต่หลานรัก ลูว์ฟยังไม่หมดวิบากกรรมง่ายๆ เพราะ ต่อมา รัฐบาลปฏิวัติฝรั่งเศสได้สั่งให้เผาทำลายทวีละรีซ ทิ้งไป เมื่อพระราชวังถูกทำลาย ก็เลยมีการสร้างอาคารแห่งใหม่ทดแทนที่เดิม เพื่อต่อเติมปีกทั้งสองด้านของอาคารให้สมบูรณ์ ซึ่งสำเร็จลงได้ในปี ค.ศ.1878 ปีกอาคารของพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟ จึงถูกโอบล้อมด้วยทัศนียภาพสามด้านด้วยกัน คือ สวนทวีระริซ , จัตุรัสคองคอร์ด และประตูชัย ป้าว่าเวลายิ่งผ่านไปลูว์ฟได้รับการเปลี่ยมโฉมยกเครื่องตามไปด้วย ล่าสุดพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟก็ได้ถูกก่อสร้างและตกแต่งด้วยพีระมิดแก้ว ที่คนทั่วโลกรู้จักดี ก็ถูกทำเพิ่มเติมขึ้นในปี ค.ศ.1989 นี้เอง”
“ ผมจำได้ว่าเขาเป็นสถาปนิกชาวจีนไม่ใช่เหรอ”
“ เก่งนี่ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อ มิสเตอร์ Ieoh Ming Pei ออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อย่างพีระมิดแก้วนี้ เขามีแนวคิดที่จะตกแต่งพีระมิดแก้วลงไปผสานกับตัวอาคารพระราชวัง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยเก่า ในตอนแรก ก็ถูกชาวประชาคัดค้านอยู่พอสมควร เพราะหลายคนมองว่ามันคือสิ่งแปลกปลอมที่จะทำให้ความสง่างามของพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟซึ่งเป็นพระราชวังเก่าด้อยค่าลงไปเลย แต่ทุกวันนี้พีระมิดแก้ว กับเป็นโลโก้ที่ดีให้กับพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟไปแล้ว ตามความคิดของป้า ป้าก็ว่ามันดูกลมกลืนแต่ขัดแย้งกันดี แถมทำให้ลูว์ฟไม่น่าเบื่อจนเกินไปอีกด้วย”
“คิดแล้วผมก็อิจฉาคนฝรั่งเศสเขานะ ที่มีรัฐบาลสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมเสียขนาดนี้ ผมอยากให้รัฐบาลของเรา ปรับปรุงและขยายหอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ และสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะรวมถึงหอสมุดทุกภาคของประเทศไทย ด้วยงบประมาณเป็นพันล้านแบบนี้บ้างจัง ผมคงฝันกลางวันอีกแล้ว พวกผมจะได้มีแหล่งศึกษาค้นคว้าพัฒนาความรู้ส่งเสริมปัญญา จะได้ไม่ถูกรัฐบาลและนักการเมืองหลอกให้โง่งมงายอย่างนี้” มันทำเป็น ตัดพ้อ จริงๆคงอยากให้สร้างสวนสนุก ลานคอนเสริตมากกว่า
“ป้าว่าฝันนี้เป็นจริงได้ยากกว่าถูกหวยบนดินรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน พันหนล่ะมั๊ง”
“ ผมให้หมื่นหนเลยเอ้า” มันผสมโรง
“ เอาล่ะที่ป้าเล่ามาซะยืดยาวขนาดนี้ ก็เพราะอยากจะสรุปให้หลานฟังว่า วัตถุประสงค์ในการใช้ลูว์ฟ แตกต่างไปจากแรกเริ่มเพียงใด มันทำให้ป้าคิดว่าสถาปัตยกรรมใดๆก็ตาม ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ถ้ามันไม่สามารถสนองความต้องการของผู้มีอำนาจได้อย่างที่มันควรจะเป็น ซึ่งแน่นอนว่า ลูว์ฟก็เป็นหนึ่งในบรรดาสถาปัตยกรรม ที่ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตั้งหลายร้อยปี คงเป็นเพราะมันสามารถรองรับการถูกปรับเปลี่ยน ไปตามจิตใจของมนุษย์และยุคสมัยได้อยู่ตลอดเวลานี่เอง”
“สรุปว่า ยังไงก็แล้วแต่จิตใจของมนุษย์สำคัญที่สุด โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีอำนาจในมือใช่มะป้า”
“ใช่จ๊ะหลาน เป็นไงประวัติของลูว์ฟ มีเรื่องราวน่าสนใจอย่างที่ป้าเกริ่นไว้ใช่ไหม แต่ลูว์ฟยังมีสิ่งที่น่าสนใจและควรรู้จักมากกว่านี้อีกนะ”
“ขอเป็นพรุ่งนี้แล้วกันนะ วันนี้ขอลาก่อน มีนัดเล่นเกมส์ออนไลน์ ลาล่ะป้า” มันพูดจบก็วิ่งโกยแนบไปเลย ทำอย่างกะป้าของมันเป็นผีปอบงั๊นล่ะ
ป้าเอ็กซิสต์
เดินทางมาลูว์ฟยังไงดีล่ะ? ตอน 3
“ แล้วป้าไปทางไหนล่ะ อย่าบอกว่าว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษมานะ”
ฉันค้อนมันดังขวับ หนอยแน่ะ ไอ้นี่ ...นี่มันคงเห็นป้ามันเป็นพยูนเกยตื้น หรือ ไม่ก็
ออร์กาส์ วาฬเพชรฆาต
“ การเดินทางมาปารีสสำหรับป้าคราวนี้ ป้าเลือกทางรถไฟเป็นช๊อยส์สุดท้ายย่ะ
ที่เป็นอย่างนั้น เพราะตอนนั้นป้าต้องการจะโดยสารเครื่องบินไปเมืองซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์กับลุงของหลานและเพื่อนของป้าก่อน กะว่าหลังจากตะลอนเร่ร่อนทัวว์ โดยรถไฟไปทั่วสวิสเซอร์แลนด์แล้ว ป้าค่อยเดินทาง โดยรถไฟด่วนข้ามประเทศของฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า เตเชเว หรือ TGV ลัดเลาะข้ามพรมแดนจากสวิสเซอร์แลนด์มาฝรั่งเศส และค่อยบินกลับประเทศไทยจากปารีส ในภายหลัง”
“ แล้วป้าซื้อตั๋วรถไฟจากที่นู่นเลยเรอะ แพงตายเลย”
“ อ๊ะ...ไม่อยู่แล้ว หลานก็รู้ว่าป้าน่ะเบี้ยน้อยหอยน้อยแค่ไหน เพื่อให้แผนการเที่ยวในครั้งนี้สำเร็จได้อย่างไม่ขรุขระหมดเงินไปเปล่าๆปลี้ๆ ดังนั้นป้าจึงต้องจองตั๋วรถไฟทั้งสวิสต์พาสต์และเตเชเว จากบริษัทดีทแฮล์ม ประเทศไทยไปล่วงหน้า เพราะ ที่นี่เป็นเอเยนต์ใหญ่สำหรับซื้อตั๋วรถไฟในยุโรปจ้ะ ที่สำคัญ เตเชเว มีข้อกำหนดว่า ผู้โดยสารต้องจองตั๋วก่อนเดินทางทุกครั้ง เพราะเต็มทุกขบวน สำหรับที่นั่งที่ดีที่สุดของที่นั่งชั้นหนึ่ง ควรจะเลือกที่นั่งประมาณหมายเลข 14-24 ถ้าป้าจำไม่ผิด เนื่องจาก เป็นที่นั่งที่หันหน้าเข้าหากัน ดังนั้นผู้โดยสารจะได้นั่งดูวิวริมหน้าต่างทั้งคู่
ป้าขอสารภาพกับหลานว่า ตนเองไม่มีประสบการณ์นั่งรถไฟเที่ยวยุโรปมาก่อน จึงโชคร้ายได้ที่นั่งไม่ค่อยดีนัก เพราะป้ากับเพื่อนต้องนั่งหันหลังให้กับหัวขบวน และยังต้องนั่งคู่กันอีก หลานลองจินตนาการถึงไซต์ยักษ์ของป้า ที่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กเบียดไหล่กับเพื่อนเป็นเวลานานถึง 6 ชั่วโมงสิ ว่าทรมานขนาดไหน”
“ ผมว่า ถ้าเป็นไปได้ป้าน่าจะปรึกษาเจ้าหน้าที่บริษัทดีทแฮล์มก่อนให้เขาออกตั๋วให้นะ เพราะที่นั่งไม่สามารถเปลี่ยนได้อีกแล้ว”
“ จริงจ้ะ เอ้า..กลับเข้าเรื่องดีกว่า การเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงค่อนข้างสะดวกสบาย แต่อย่างที่หลานรู้ ป้าพึ่งไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์โดยรถไฟมาหมาดๆ ดังนั้นเมื่อเอามาเปรียบเทียบกัน เตเชเวสู้รถไฟสวิสต์ไม่ได้เลยในแง่ความสะอาดและสะดวกสบาย
ป้าจำได้ว่าห้องน้ำในตู้ชั้นหนึ่งประตูเสียและกระดาษชำระก็หมด พื้นก็เฉอะแฉะสกปรกสิ้นดี ผู้โดยสารหญิงต้องช่วยกันยืนกั้นบริเวณประตู ไม่ให้คนอื่นที่ไม่รู้มาเปิด เพราะไฟสีแดงที่เป็นสัญญาณว่ามีคนใช้ห้องน้ำไม่ติด แต่ป้าว่าก็ดีไปอย่าง ขณะรอเข้าห้องน้ำเราจะได้เพื่อนใหม่มาคุยด้วยเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็นินทาเรื่องห้องน้ำนี่แหล่ะ สนุกปากดี”
“ ผมรู้ว่า ป้ากับเรื่องนินทาเป็นของคู่กัน” ฉันตีต้นแขนมันดังเพี๊ยะ จะมากไปแล้วพ่อวันเดอร์บอย มันรีบขอโทษที่ชักจะปีนเกรียว แล้วทำท่าตั้งใจฟังต่อ
“ส่วนการเดินทางโดยเครื่องบินนั้น ที่ปารีสมีสนามบินหลักอยู่สองที่คือ สนามบินออร์ลี และสนามบิน ชาร์ล เดอ โกลด์ สนามบินแรกอยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร ส่วนสนามบินหลังอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 30 กิโลเมตร ซึ่งสนามบิน ชาร์ล เดอ โกลด์ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักดี เพราะเป็นสนามบินที่ใหญ่กว่า และสายการบินนานาชาติรวมถึงการบินไทย จะลงจอดที่นี่ทั้งนั้น โดยทั้งสองสนามบินมีทั้งแท็กซี่ รถบัสและรถตู้ คอยอำนวยความสะดวกรับส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินและตัวเมือง ส่วนรถไฟนั้นมีเฉพาะ สนามบินชาร์ลเดอโกลด์เท่านั้น ทีนี้หลานก็รู้เกี่ยวกับการเดินทางมาปารีสแล้วนะ ว่าไม่ยากเลย”
“ แค่เนี้ย”
“ เออ...เกือบลืมไป ป้ายังไม่ได้เล่าให้หลานฟังเกี่ยวกับการเดินทางภายในเมืองปารีสเลยนี่นา เอาไว้ป้าเล่าเรื่องระบบขนส่งมวลชนปารีสให้หลานฟังก่อนดีกว่า แล้วหลานค่อยมาตัดสินใจก็ได้ว่ามันยากหรือง่าย
การเดินทางภายในเมืองปารีสที่คนนิยมใช้กันคือ รถไฟใต้ดินจ้ะ รองลงมาก็คือรถเมล์ ส่วนรถยนต์ป้าก็เห็นวิ่งกันอยู่เต็มเมืองนะ และหลายคันก็เป็นซิตี้คาร์ และอีโคคาร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าด้วย รถมอเตอร์ไซค์ก็พบมากเหมือนกัน เนื่องจากลุงจองโรงแรมให้ป้าบริเวณใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินพอดี ป้าเลยเดินทางซอกซอนในปารีสด้วยรถไฟใต้ดินเพียงอย่างเดียว รถไฟใต้ดินหรือเมโทร มีสัญลักษณ์ คือ ตัว M โดยเมโทรในปารีสสมัยที่ป้าไป มี14 สายด้วยกัน ที่พักของป้าอยู่ติดสวนทวีระริช ซึ่งป้าชอบเรียกว่า “ตุยเลอรี” มากกว่า โดยมีสถานีทวีระริช ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานีของเมโทรสาย 1 ที่วิ่งระหว่าง ลาเดฟองส์ และชาโตเดอแวงแซงค์ อยู่ใกล้ที่สุด
อ้อ...การไปลูว์ฟก็ใช้สายนี้ล่ะแต่ลงที่ สถานีลูว์ฟริโวลี่ หรือ สถานีพระราชวังมูเซ่ลูว์ฟ นะ เมโทรสาย 1 นี้รถไฟสภาพค่อนข้างใหม่ มีระบบเปิดปิดประตูเองเหมือนบ้านเรา แต่ถ้าเป็นสายอื่นยกเว้นสาย 14 ซึ่งใหม่ที่สุด จะต้องเปิดประตูด้วยตนเอง มีตั้งแต่กดปุ่ม ดันตัวล็อคขึ้น แล้วแต่ความเก่าแก่ของรถไฟขบวนนั้นๆ”
“ แล้วบรรยากาศรถไฟใต้ดินของเขาเหมือนของเรารึปล่าวฮะ แบบทำหน้าเหมือนผีดิบ ไม่นั่งคุยโทรศัพท์ ก็ฟังไอพอด”
“สิ่งหนึ่งที่ป้าสังเกตเห็นเวลาที่นั่งรถไฟใต้ดินก็คือ ชาวปารีเซียงจะรีบเร่งขึ้นลงรถไฟ หรือเดินไปประตูทางออกอย่างน่าใจหาย หลายคนวิ่งหรือเดินกระแทกคนที่ขวางหน้าอย่างไม่เกรงใจ เพราะต้องการรุดไปยังจุดหมายให้เร็วเท่าที่จะทำได้ ครั้งหนึ่งป้าเห็นคุณพ่อชาวผิวดำ แบกรถเข็นเด็กซึ่งมีเด็กน้อยนอนอยู่ภายใน กระโดดลงบันได ครั้งละหลายขั้นอย่างรวดเร็วน่าหวาดเสียว เพียงเพื่อจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินขบวนที่กำลังจอดอยู่ให้ทัน ทั้งที่รออีกไม่เกินห้านาทีสิบนาที ก็จะมีขบวนใหม่มาจอดเทียบท่าเหมือนกัน ไม่รู้ทำไปทำไม ถ้าลูกกระเด็นตกเป็นอันตรายจะคุ้มกันหรือเปล่าเนี่ย นอกจากนี้เสียงหัวเราะและรอยยิ้มในรถไฟใต้ดินที่ปารีส ก็ดูเป็นสิ่งต้องห้ามไปด้วย เพราะเวลาที่ป้ากับเพื่อนหัวเราะหรือยิ้มอย่างมีความสุข เราจะกลายเป็นตัวประหลาดไปทันที โถ!...หลาน ก็ใบหน้าของใครหลายคนในนั้นอมทุกข์และว่างเปล่า ชวนให้หดหู่ยิ่งนัก”
“ ถึงว่า ปรัชญาเอ็กซิสเต็ลเชียลลิสต์ จึงถือกำเนิดขึ้นที่นี่ ก็เพราะชีวิตมันช่าง ว่างเปล่า เดียวดาย อย่างนี้นี่เอง ใช่ไหมฮะ”
คราวนี้ถึงเวลาที่ฉันต้องอึ้งบ้างแล้ว แหม วันเดอร์บอย ไม่ใช่เล่นนะเรา
ป้าเอ็กซิสต์
ลูว์ฟคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ตอน 2
ซึ่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะดีๆมีชื่อเสียง ก็มีให้เลือกมากมายหลายที่ในโลกใบนี้เสียด้วย อย่าง อุฟฟิซี่ในเมืองฟลอเรนส์ประเทศอิตาลี และเททในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เป็นต้น
บังเอิญอย่างที่บอกหลานไปว่า ป้าพึ่งกลับจากไปเที่ยวลูว์ฟที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสมาสดๆร้อนๆ ก็เลยถือโอกาสนี้เอาเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับ งานศิลปะในลูว์ฟมาเล่าให้หลานฟังซะเลย”
“ ป้า ผมยังไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์นะ เราคุยเรื่องนี้กันหลายหนแล้วไม่ใช่เหรอ” มันรีบขัดคอเมื่อเห็นฉัน เริ่มวกวนพูดซ้ำไปซ้ำมาอีกแล้ว
“แต่ป้าต้องขอบอกหลานก่อนนะว่า ถึงแม้ลูว์ฟจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ก็จำกัดการแสดงผลงานศิลปะ อยู่แค่จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม เท่านั้น ไม่รวมวรรณกรรมและดนตรีเข้าไปด้วย”
“ นี่ป้าถามจริงเหอะ การที่ป้าติดอกติดใจลูว์ฟถึงขนาดชวนตามไปดูนี่ ป้ามีเหตุผลอะไรนักเหรอ เพราะจริงๆแล้วเท่าที่ผมรู้ กรุงปารีสเอง ก็มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ที่ดังๆก็อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ของพวกอิมเพรสชั่นนิสต์ อย่าง ดอร์เซย์ ซึ่งรวบรวมงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ที่เด่นๆอย่าง โมเนต์ เดกาส์ แวนโก๊ะ โกแกงและศิลปินอีกเยอะแยะ จนป้าเอ่ยชื่อไม่หมด
ซึ่งรายนามที่ผมพูดมาเนี่ย ล้วนเป็นศิลปินระดับโลกที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 จนถึงศตวรรษที่ 20 ทั้งนั้น ผลงานของพวกเขาบางภาพในปัจจุบัน มีการตั้งราคาประมูลสูงถึงหลายสิบล้านเหรียญ ยกตัวอย่าง ภาพไอริสของแวนโก๊ะนั่นไงป้า นอกจากนี้ในกรุงปารีสก็ยังมี พิพิธภัณฑ์มาร์มอตตอง ซึ่งมีงานชิ้นเอกของโมเนต์และศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ พิพิธภัณฑ์ของเดอลาครัวซ์ พิพิธภัณฑ์ของปิกัสโซ่ และ พิพิธภัณฑ์ของ โรแดง โอ๊ย! มากมายจนเจียระไนไม่หมด” มันพูดมากจนเริ่มเหนื่อย
“ ก็ใช่นะ ทุกพิพิธภัณฑ์ ที่หลานเอ่ยชื่อมาบรรทัดข้างบนนี้ ป้าก็ไปมาแล้วเกือบทั้งนั้นแหล่ะจ้ะ (ข่มซะเลย) แต่ไม่ได้ใช้เวลาหลายวันเหมือนลูว์ฟ เพราะป้าเชื่อว่า ถ้าพูดถึงสถานที่เก็บรักษาผลงานศิลปะที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุด ก็คงไม่มีที่ใดเอาชนะ ลูว์ฟไปได้ ป้าขอรับรอง”
“แล้วทำไม คนที่ตั้งใจมาเที่ยวชมศิลปะในฝรั่งเศสต้องไม่พลาด ที่จะไปลูว์ฟล่ะฮะ” ถามจบก็เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบยาคูลท์มานั่งดูดจ๊วบๆ
“เพราะอะไรน่ะหรือจ๊ะ” ไปถามสาวยาคูลท์เองสิวะ ประโยคหลังนี่ฉันคิดในใจ
“ก็เพราะ ลูว์ฟขึ้นชื่อว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด สวยที่สุด และใหญ่ที่สุดในโลก น่ะซิ หลาน แค่ลูว์ฟที่เดียวก็เป็นศูนย์รวมงานศิลปะ มากกว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะในปารีสทั้งหมดรวมกันเสียอีก หลานลองจินตนาการเล่นๆดูนะว่า ถ้าหลานเดินดูงานทุกชิ้นในลูว์ฟอย่างพินิจพิจารณา หลานต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะดูหมด และถ้าหลานจะเดินผ่านๆ ไม่หยุดดูอะไรเลยแบบแดกด่วน นันสต็อป ภายในวันเดียว หลานก็ต้องเดิน เป็นระยะทางมากกว่า 30 กิโลเมตร เพราะลูว์ฟซึ่งแต่เดิมคือพระราชวังเก่านั้น มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 45 เอเคอร์ เลยล่ะ”
“ โอ้โห กว้างใหญ่ขนาดนั้นเลยฮะ”
“ไม่ต้องโอ้โห...ตะลึง เวอร์ขนาดนั้น ป้ายังมีสถิติอื่นอีกนะ เชื่อไหม เขาบอกว่า ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมลูว์ฟไม่น้อยกว่า 8 ล้านคน เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 25,000 คน เลยทีเดียว คราวนี้หลานคงเข้าใจเหตุผลแล้วว่า ทำไมป้าของหลานคนนี้ถึงต้องการให้ไปรู้จักลูว์ฟนักหนา
แต่หลานจะไม่สงสัยเลยหรือว่า ทำไมแค่งานศิลปกรรมในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ถึงมีคนสนใจมากมายถึงเพียงนี้? อะไรคือสิ่งดึงดูดใจ? และเขาเข้าไปทำอะไรกันในลูว์ฟบ้าง? ป้าจะเล่าให้ฟังจ้ะ”
มันพยักหน้า ทำหน้าตั้งใจประชดประชัน ป้าที่กำลังบ้าน้ำลายสุดเดช
ป้าเอ็กซิสต์
ชวนหลานเที่ยวลูฟว์ ตอนแรก

สารคดีแนวใหม่ สำหรับคนหัวใจศิลป์
ฉันทำเป็นเงยหน้าจากกองหนังสือเรียงรายเต็มโต๊ะรับแขก พลางส่งเสียงสูงดัดจริตสุดฤทธิ์ เมื่อเห็นพ่อวันเดอร์บอย หลานรักจอมกวน เดินตรงเข้ามาทางประตูบ้าน แต่ทว่าอารมณ์พริ้งเพลิศ ที่พยายามอินเนอร์ออกมา เป็นอันต้องสะดุดหัวทิ่ม เมื่อพบว่า พ่อวันเดอร์บอยไม่ยอมรับบทคุณชายน้อยของหม่อมป้าสักนิด มันทำหน้ายับยู่ยี่ คิ้วขมวด เหมือนเซ็งอารมณ์สุดขีด และเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเบาๆ ตามสไตล์ของมันว่า
“ มีอะไรหรือฮะ โทรไปฉกมาจากเตียงแต่เช้าเชียว”
แม้จะได้รับรีแอ็คแบบไม่เต็มใจ แต่ฉันยังไม่หลุดคอนเซ็ป หม่อมป้าแห่งวิกลิเกบ้านทรายทอง
“แอ่น แอน แอ๊นนนนน......ป้าขอเปิดฉากเบิกม่าน ด้วยภาพโปสต์การ์ดสวยๆ ที่ซื้อมาจากพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟ เป็นการทักทายและเชื้อเชิญ ให้เดินทางร่วมกันไปสู่ตักศิลาแห่งงานศิลปะ ลูว์ฟ ด้วยกันนะจ๊ะ”
พูดออกไปแล้วยังแทบอ๊วกกก กับภาษาที่ตัวเองเลือกมาใช้ สงสัยเมื่อวานดูละครจำเลยกามเทพมากไปหน่อย
เพื่อไม่ให้ฉันกับมัน ผลัดกันคายของเก่าออกมาซะก่อน ฉันรีบเดินแผนถัดไป คืองัดภาพ โพสต์การ์ดพิพิธพันธ์ลูว์ฟ จากมุมมองแบบพานอรามาให้มันดู กะว่าภาพนี้คงจะไปยั่วน้ำลายเจ้าหลาน จอมกวนได้บ้าง
แต่ความหวังที่จะเห็นภาพมัน มีปฏิกิริยา เกาหัวแกรกๆ ตาพองโตด้วยความสงสัย แบบที่ฉันเคยเห็นประจำเวลามันของขึ้น เมื่อเจอสิ่งที่น่าสนใจแบบนั้นนั่นน่ะ สงสัยจะแป่วววว...เพราะมันไม่สนใจจะหยิบมาดูใกล้ๆอย่างที่คิด
“นี่วันเดอร์บอย ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะ ที่อยู่ดีๆ ป้าก็โทรไปหา แค่อยากจะเรียกมาคุย เรื่องเที่ยวลูว์ฟซะหน่อย แกก็รู้นี่นา ว่าเมื่อปีก่อน ป้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูว์ฟ ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสมา แล้วตอนนั้น ป้าหงุดหงิดเล็กน้อย กับความอ่อนด้อยทางปัญญา อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน” ฉันเปลี่ยนโทนเสียงมาแนวกระโชกโฮกฮากแบบที่ถนัด
“โฮ้โห...อย่างกับโฆษณาผ้าอนามัย นี่ป้าอายุปูนนี้ยังจะใช้ของแบบนั้นอยู่อีกเหรอ” วันเดอร์บอยหาว โดยไม่มีทีท่าว่าจะสนใจคำเชื้อเชิญนั้นสักนิด
“เฮ้!!! เดี๋ยวสิ อย่าพึ่งเดินหนีไปไหน รับรองว่าสนุกจริงๆนะ” ฉันรีบฉุดแขนมันไว้เมื่อเห็นมันขยับตัว พยายามเดินกลับไปยังทิศทางที่พึ่งผ่านเข้ามา
“ ขอร้องล่ะ ฟังป้าเล่าสักนิดนะ นะ นะ” ฉันเปลี่ยนน้ำเสียงออดอ้อน กะว่าถ้ามันไม่ยอม จะคุกเข่าขอร้องเลยเชียว
“ก็เอาสิป้า ถ้าคิดว่า จะจิกผมไว้ที่รังของป้าได้ก็รีบเล่ามา ผมให้ป้ายิงทีเซอร์ห้านาที”
“ จ้า...ได้เลย วันเดอร์บอยรู้ไหม คราวนั้นขณะที่ป้าอยู่ที่ลูว์ฟ นอกจากป้าแก่ของแกคนนี้จะเสียเวลา ในการติดตามหางานศิลปะที่หมายตาไว้แล้ว ยังดูงานได้อารมณ์ลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะป้าขาดความรู้ความเข้าใจ ในสิ่งที่เห็นตรงหน้าเอามากๆ กลับมาบ้านรู้สึกเจ็บใจตัวเอง ที่ประมาทลูว์ฟไปหน่อย น่าจะเตรียมความรู้เกี่ยวกับศิลปะไปสักนิดสักน้อยก็ยังดี ป้าก็เลยมานั่งเรียบเรียง สาระความรู้เกี่ยวกับลูว์ฟในเรื่องต่างๆไว้พอควร เพื่อที่ว่าเวลาป้าพาหลานไปเที่ยวลูว์ฟ หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะอื่นๆอีกในคราวต่อไป พวกเราจะได้มีอารมณ์ร่วมกับงานศิลป์มากกว่านี้ไง”
ชักได้ผลแฮะ มันเริ่มไปนั่งโซฟาที่อยู่ตรงข้าม ทำตาแป๋ว เหมือนผู้พิพากษากำลังรอคำสารภาพของผู้ต้องหา ด้วยความมั่นใจว่า ฉันต้องปล่อยอะไรเด็ดๆมาอีกแน่ ประมาณป้าซื้อตั๋วเครื่องบินมาแล้ว เดือนหน้าไปปารีสด้วยกันมะ อย่างนี้เป็นต้น ฉันรีบสาธยายเป็นฉากๆ
“อีกสาเหตุหนึ่ง ที่ป้าอยากจะบอกหลานก็คือ ป้าต้องการให้หลาน ได้รู้ข้อมูลพื้นฐาน เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของศิลปะบ้างนิดๆหน่อยๆ พอที่จะดูงานศิลปะแล้วเข้าใจ แต่ไม่ต้องเข้าถึงอย่างลึกซึ้งนัก ที่สำคัญ ป้าต้องการให้หลานมองศิลปะในมุมกว้าง ในฐานะที่ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ในสังคมมาตลอดทุกยุคทุกสมัย มากกว่ามุ่งเน้นไปที่ คุณค่าทางศิลปะของงานศิลป์นั้นๆเพียงอย่างเดียว รู้ไหมล่ะจ๊ะ” มันพยักหน้าเอาใจหงึกหงัก
“ ดังนั้นป้าก็เลยนำเรื่องราวต่างๆในหน้าประวัติศาสตร์ยุโรป ผนวกกับเกร็ดความรู้ในเรื่องสัพเพเหระเล็กๆน้อยๆจาก ตำราวิชาการและ ตำนานปรัมปรา มาใส่ไว้ด้วย หลานจะได้ฟังอย่างสนุกสนาน มีรสชาติมากขึ้นไงจ๊ะ”
“ ป้า ขอขัดหน่อยเหอะ ไอ้ที่ป้าว่าจะเอามาเล่าให้ฟังเนี่ย ป้าไปเอามาจากไหน แต่งเองรึปล่าว ถามจริง”
“ อ้าว..เฮ๊ย..วันเดอร์บอย อย่าพึ่งรีบกวนทีนป้าสิ ป้าก็เอามาจากตำราประวัติศาสตร์ศิลปะ หนังสือปรัชญา คู่มือท่องเที่ยว และก็อินเตอร์เน็ทสิ อ้อ...ที่สำคัญมาจากประสบการณ์ตรงของป้าเองนั่นแหล่ะ เวลาที่เราได้ไปดูงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่และได้รับการยกย่องสักชิ้น มันต้องได้อะไรมาบ้างแหล่ะ รับรอง แก เอ๊ย.. หลานจะได้ทั้งความรู้และความสนุกแน่นอน ฟันธง”
“ ป้าเดี๋ยวนี้ เขาคอนเฟิร์มแล้ว” มันพูดนำเสียงราบเรียบ หรี่ตาดูถูกเต็มที่
“ เออน่า มันจะฟันจะเฟิร์ม ก็ความหมายเดียวกันแล”
“ แต่ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย คือ จะพาไปเที่ยวแน่ๆใช่ไหมล่ะ สัญญานะ”
“ แหงล่ะ แต่แค่ซ้อมๆไว้ก่อนนะ ถ้าฟังจนจบและเข้าใจล่ะก็ ป้าสัญญา ทริปหน้าแน่นอน ฟันธง ฮิฮิ”
“ อีกละ” มันทำหน้าเหนื่อยหน่าย
ป้าเอ็กซิสต์
